ชุดปฎิบัติธรรม

อิจฉาริษยา เมื่อความรู้สึกกลายเป็นการกระทำ

เราคุ้นเคยกับการพูดรวมกันว่า “อิจฉาริษยา” จนหลายคนเข้าใจว่าเป็นความหมายเดียวกัน แต่แท้จริงแล้ว ทั้งสองคำนี้มีระดับความลึกที่ต่างกัน

อิจฉา เห็นเขาได้ดีแล้วไม่พอใจ อยากจะมีหรือเป็นอย่างเขาบ้าง เป็นเพียงความรู้สึกชั่วคราวที่เกิดขึ้นแล้วก็ผ่านไป ยังไม่นำไปสู่การกระทำใดๆ

ริษยา นั้นหนักกว่ามาก หมายถึง อาการที่ไม่อยากให้คนอื่นได้ดี เห็นเขาได้ดีแล้วทนนิ่งอยู่ไม่ได้ จนนำไปสู่การขัดขวางหรือทำร้ายผู้อื่น

ความอิจฉายังหยุดอยู่ที่ “ความรู้สึก” แต่ความริษยาผลักดันออกมาเป็น “การกระทำ” ไม่ว่าจะเป็นการดูถูก ใส่ร้าย หมิ่นประมาท หรือวางแผนทำลาย และยิ่งเห็นผู้อื่นมีคุณธรรมหรือมีธรรม ความริษยาก็ยิ่งพุ่งสูงขึ้น

สิ่งที่น่าสังเกตคือ ผู้ที่มีจิตริษยามักไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองมีอยู่ เพราะในทางธรรม ความริษยาจัดเป็น อุปกิเลส คือธรรมเครื่องเศร้าหมองของจิต ฝังลึกอยู่ในชั้นจิตใจ มองจากภายนอกแทบสังเกตไม่เห็น ต่างจากความอิจฉาที่ยังเป็นเพียงกิเลสผิวเผิน

ความริษยามีอยู่ในจิตใจของทุกคน มากหรือน้อยต่างกันไป บางคนแค่เห็นหน้ากันก็ริษยาขึ้นมาทันที บางคนถูกชะตากันก็ไม่มีริษยาเลย สิ่งที่น่าตระหนักคือ ความริษยาเป็นพิษและภัยเวร และที่ลึกซึ้งที่สุด มันเป็นพิษต่อตัวเจ้าของเองมากที่สุด

แต่ก็มีทางออก ความริษยาชำระได้ด้วยการปฏิบัติวิปัสสนาอย่างจริงจัง เมื่อเจริญสติจนเห็นตามความเป็นจริงว่า ริษยาเป็นเพียงอกุศลจิตที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ตัวเราไม่ใช่ของเรา รากของริษยาก็จะค่อยๆ ถูกถอนออกไปเอง

บันทึกธรรม 24 พฤษภาคม 2569